โรคติดต่อเชื้อ ไอ พี ดี (IPD) คืออะไร
โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี (IPD: Invasive Pneumococal Disease) คือโรคติดเชื้อนิวโมคอคัสชนิดแพร่กระจาย ที่ร้ายแรงและอันตรายมากที่สุดในเด็กเล็ก เป็รความเจ็บป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตคอคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus Pneumoniae) เชื้อนี้ก่อให้เกิดโรคได้ในทุกกลุ่มอายุ และพบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า ปี เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ ตัวอย่างโรคที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส เช่น การติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด และหูน้ำหนวกเป็นต้น
โรคที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส มีอาการและอันตรายอย่างไร
เชื้อนิวโมคอคคัส ทำให้เกิดโรครุนแรงได้ในอวัยวะหลายระบบที่พบย่อยได้แก่
· การติดเชื้อในระบบประสาท เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง ปวดศรีษะรุนแรง คลื่นใส้ อาเจียน คอแข็ง ในเด็กทารกจะวินิจฉัยยาก อาจมีอาการงอแง ซึม ไม่กินนมและชักได้ ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีอาจเสียชีวิตหรือ เกิดความพิการ เช่น เป็นโรคลมชัก หูหนวก ปัญญาอ่อน
· การติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีไข้สูง ร้องกวน งอแง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น ช็อกเสียชีวิต นอกจากนี้อาจกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ เช่น เยื่อหุ้มสมอง ปอด กระดูกและข้อ เป็นต้น
· การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หูน้ำหนวก เด็กจะมีอาการไข้สูง บ่นปวดหู งอแง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องการติดเชื้ออาจลุกลามไปอวัยวะข้างเคียงหรือสมองได้ และสามารถเกิดหูน้ำหนวกเรื้อรัง แก้วหูทะลุ และการได้ยินบกพร่อง ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็กด้วย
· การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดอักเสบ เด็กจะมีอาการไข้ ไอ หายใจเร็ว หอบ ซึ่งอาจรุนแรงถึงต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและอาจเสียชีวิตได้ถ้าได้รบการรักษาล่าช้า
เด็กกลุ่มไหนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดแพร่กระจาย
จากการศึกษาว่ากลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อนิวโมคอคคัส และป่วยเป็นโรคที่รุนแรงได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน เด็กที่ได้รับยาปฎิชีวนะมาก่อน เด็กที่เคยมีประวัติติดเชื้อในหู เด็กที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานบกพร่อง เด็กที่มีน้ำในเยื่อบุช่องท้อง และเด็กทีมีภูมิต้านทานบกพร่อง หรือเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ
เด็กได้รับเชื้อนิวโมคอคคัสมาได้อย่างไร
ในผู้ใหญ่และเด็กที่แข็งแรงดี สามารถตรวจพบเชื้อนิวโมคอคคัสนี้อยู่ในโพรงจมูกและลำคอได้โดยไม่มีอาการใดๆ (เป็นพาหะ) หรือมีอาการหวัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเด็กที่ป่วยเป็นโรค หรือพาหะของโรค ไอ จามสู่คนอื่นๆ สามารถแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นได้ โดยพบว่าเด็กเล็กมีโอกาสรับเชื้อ และเป็นพาหะของเชื้อในจมูกได้นานกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มต้านทานต่อโรค ทำให้กำจัดเชื้อได้ช้า และแพร่สู่คนอื่นได้นาน
เราป้องกันการเกิดโรคนิวโมคอคคัสในเด็กได้อย่างไร
· ควรมีสุขภาพอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ ปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้งที่จาม
· ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับคนที่เป็นหวัด และไม่ควรพาเด็กไปยังแหล่งชุมชนทีมีคนเยอะ
· คุณแม่ควรให้ลูกกินนมแม่ เพื่อให้มีภูมิต้านทานจากแม่ ส่งผ่านไปทางน้ำนม อย่างไรก็ตามนมแม่จะป้องกันได้เฉพาะในช่วงที่เด็กกินนมแม่เท่านั้น
· การให้วัคซีนเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการป้องกันการเกิดโรคนิวโมคอคคัสชนิดแพร่กระจาย
การให้วัคซีนป้องกันการเกิดโรคนิวโมคอคคัส มีข้อดีอย่างไร
วัคซีนนี้สามารถช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคนิวโมคอคคัสชนิดแพร่กระจายในเด็กทารก และเด็กเล็กได้นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังเด็กอื่นๆ และยังสามารถลดอุบัติการณ์การดื้อยาปฏิชีวนะต่อเชื้อนิวโมคอคคัสลงได้อีกด้วย โดยในปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถใช้ป้องกันโรคได้ผลดี ที่สามารถเริ่มให้ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคสูง เรียกว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต
องค์การอนามัยโลกแนะนำวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส
ดร. ฌอน มารี ออคโว่ เบเล่ ผู้อำนวยการแผนกวัคซีนภูมิคุ้มกันและชีววิทยา องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า โรคไข้สมองอักเสบและโรคปอดบวมเป็นโรคที่ทำให้เด็กเล็กเสียชีวิตมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่วนเด็กที่รอดชีวิตมานั้นก็มีความเสี่ยงต่อภาวะหูหนวก ปัญญาอ่อน และอัมพาต ซึ่งเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคนี้มี 2 ชนิดคือ เชื้อนิวโมคอคคัส และเชื้อแบคทีเรียฮิป ซึ่งขณะนี้มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแล้ว ด้าน นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรมป้องกัน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า เนื่องจากวัคซีนชนิดนี้เป็นวัคซีนที่พัฒนาในต่างประเทศ เป็นวัคซีนใหม่ มีราคาสูง จึงยังไม่ได้จัดเป็นวัคซีนขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กไทย แต่ขณะนี้นักวิจัยกำลังศึกษาความคุ้มค่าของการให้วัคซีน เพื่อเป็นข้อมูลนำไปเสนอแก่รับบาลในการขอเพิ่มงบประมาณต่อไป
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกตสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่เมื่อไหร่
เด็กสามารถรับวัคซีนได้ตั้งแต่ 6 สัปดาห์ ถึง 9 ปี
ตารางการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ไอ พี ดี
สำหรับเด็กแรกกิด |
|
ฉีดครั้งที่ |
อายุ |
|
1 |
2 เดือน* |
|
2 |
4 เดือน** |
|
3 |
6 เดือน** |
|
4 (กระตุ้น) |
12-15 เดือน*** |
|
* หรือเริ่มให้เมื่ออายุ 6-8 สัปดาห์
** หรือห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
*** หรือห่างกันอย่างน้อย 2 เดือน |
|
สำหรับเด็กที่อายุตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป |
|
อายุที่เริ่มฉีด(เข็มแรก) |
จำนวนครั้ง(ฉีดปกติ+ฉีดกระตุ้น) |
|
7-11 เดือน |
2+1 |
|
12-23 เดือน |
1+1 |
|
24 เดือน-9ปี |
1 |